Wie ich mal zum Tilicho Lake laufen wollte (Tag 9 Annapurna Circuit)

Relativ früh klettern wir aus dem Bett.

Und es lohnt sich, weil nach langem mal die Wolken aufreißen und wir einen grandiosen Blick auf die Berge haben.

Bevor wir also zum Frühstück tiegern ist also erst ein mal ein bisschen Aussicht genießen und Fotos machen angesagt.

Wobei sich vor allem der Hund, der hier lebt sich über unsere Gesellschaft freut.


Außerdem müssen wir das Zähne putzen eh nach draußen verlegen, weil unser “Badezimmer“ etwas spartanisch eingerichtet ist.😂
Auch der Inder ist schon wach.

Aber anscheinend stimmt irgend etwas nicht, weil er die ganze Zeit am telefonieren ist und sein Gesichtsausdruck nicht gerade begeistert aussieht.
Beim Frühstück erfahren wir auch was los ist und das unser Kumpel hier abbricht und wieder zurück geht um so schnell wie möglich wieder nachhause zu kommen, weil sein Oma mit 91 Jahren gestorben ist.

Die Stimmung ist jetzt natürlich am Boden und wir versuchen alles um unseren Kuppel ein wenig aufzumuntern.

Aber es hilft alles nichts und ab hier haben wir die Gewissheit, dass wir den Inder nicht mehr wieder sehen.

Für uns wird es jetzt auch Zeit, uns auf die heutige Wanderung vorzubereiten.

Wir haben entschieden nur mit leichten Gepäck weiter zu gehen und lassen fast All unsere Sachen hier im Gasthaus.

Der Plan ist es heute weiter bis zum Tilicho Base Camp zu laufen, dort zu übernachten und am nächsten Tag so früh wie möglich weiter bis rauf zum See zu laufen und anschließend wieder hierher zurück.

Mal schauen ob es klappt.

Kurz nach 9 Uhr brechen wir auf.

Und eigentlich sollte es super schnell gehen, bis wir das Base Camp erreichen, weil wir ja nur mit leichten Gepäck unterwegs sind und weil es nur etwa 6 km sind bis zum Ziel.

Wie immer kommen wir aber nur recht langsam voran, was zum einen an meinen leichten Kopfschmerzen liegen könnte.

Aber vor allen auch daran, das wir endlich mal fast schönes Wetter gaben und es sich einfach lohnt auch mal in die Ferne zu schauen und nicht ständig den Blick am Boden zu haben.


Stellenweise ist die Strecke auch recht anspruchsvoll und man muss sich sehr darauf konzentrieren, wo man hin tritt, weil es teilweise über riesige Geröllfelder geht, auf denen man wenn es ungünstig läuft ganz schön tief nach unten purzeln kann.


Kurz nach 12 Uhr ist es dann so weit….hinter einer Kurve kommen die Blauen Dächer unseres Zieles in Sicht.

Das Tilicho Lake Base Camp liegt auf 4150 Meter Höhe (wir haben heute also zum Glück nur etwas über 100 Höhenmeter gemacht.)

Besteht aus 2 großen aber wie üblich einfachen Gasthäusern und ist schon gut besucht.

Ein Zimmer bekommen wir ohne Probleme und ich bekomme auch gleich noch zum Mittag meine Knoblauchsuppe gegen Höhenkrankheit.

Den Rest des Nachmittags verbringen wir damit die nähere Umgebung zu erkunden und uns auszuruhen.

Ich fühle mich mittlerweile wieder recht gut und bin mir sicher, das wir morgen den Aufstieg zum See schaffen sollten.
Hier die Umgebung ist auch einfach nur schön.

Wir sind umgeben von Bergen, aus den Gletschern plätschern klare Gletscher-Wasser-Bäche.

Alles ist einfach nur schön, bis auf eine Sache, die mir hier doch besonders auffällt.

Ich meine, hier an dieser Stelle, in dieser unglaublich beeindruckenden Ecke unserer Erde wo einer der höchsten Seen unserer Erde doch schon so nah ist und das Wasser der Gletscher zum ersten Mal auf Menschen trifft.

Ab hier findet man Müll in diesem Bächen und das finde ich ehrlich gesagt schon erschreckend und total uncool.


Für uns heißt es heute sehr früh ins Bett gehen, weil wir morgen auch sehr früh los wollen.

Der Schrittzähler hat heute 10.295 Schritte gezählt und mein Boss hat den Tag etwa so erlebt:
วันที่ 14 กันยายน 2559

เริ่มเช้าวันใหม่ที่บ้านพัก Khangsar ที่ความสูง 3734 เมตร 

จากที่เมื่อคืนพากันนอนหลับเป็นตาย เฉพาะบอสนะ เพราะเค้าปวดหัว  ส่วนบลนอนไม่ค่อยหลับเพราะหนาว และหายใจได้ไม่ค่อยเต็มปอด นอนหลับๆตื่นๆ บลตื่นแต่เช้ามืดแล้วก็มานั่งถ่ายรูปเล่นอยู่ริมหน้าต่าง พอฟ้าสว่างก็เกี่ยงกันลุกจากเตียง เพราะขี้เกียจ ยังปวดเมื่อยอยู่เลย ลุกออกจากเตียงทีก็โอย 55+ 

ได้ยินเสียงหมาเห่าแต่เช้า กับได้ยินเสียงไล่ชิวๆ ของคน บลก็อยากออกไปดูว่ามีอะไรด้านนอก แล้วสิ่งที่เห็นคือ หนุ่มอินเดียกำลังล้างหน้าแปรงฟัน และกำลังพยายามไล่หมาอยู่ และเจ้าหมานี่ก็กวน มันรู้ว่าเค้าไม่ชอบ มันยังดันทุรังจะเข้าไปหาเค้าอยู่ได้ คือมันอยากมีเพื่อนเล่นประมาณนั้น

แสงเช้าแรกของวันนี้เริ่มอลังการมากขึ้น วิวรอบด้านที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง ที่เราเข้าใกล้มากขึ้นทุกที มองเห็นยอดเขาแหลมปกคลุมด้วยหิมะ ในระยะที่ใกล้และยิ่งใหญ่มาก มันสวย สวยจริงๆ สวยจนบลและบอสไม่สนใจจะล้างหน้าแปรงฟัน หรือกินข้าวกินปลา ส่วนบอสก็ลืมกาแฟไปเลย มัวแต่รีบวิ่งเข้าหาวิวสวยๆ ถ่ายรูปกันเพลิน ส่วนเจ้าหมาเจอพวกเราก็วิ่งเข้ามาแจม เพราะหนุ่มอินเดียไม่เล่นด้วย

ระหว่างที่เราสองคนกับหมาหนึ่งตัว กำลังมีความสุขอยู่นั้น หนุ่มอินเดียก็ดูงุ่นง่านอยู่กับโทรศัพท์ พอดีมีสายเข้า แต่บนนี้ไม่ค่อยมีสัญญาณเท่าไหร่ เค้าจึงพยายามเดินหาคลื่น จนมาหยุดอยู่ที่ตรงหน้าพวกเรา ด้านหน้าโรงแรม 

เมื่อสนทนาจบ วางสายบุป เค้าก็ดิ่งมาบอกเราว่า ปู่หรือย่า (ไม่แน่ใจ) ของเค้าเสีย จำเป็นต้องกลับบ้านด่วน แผนการทั้งหมดของการพิชิต Tilicho Lake และ Thorong La Pass ต้องหยุดชะงัก  เมื่อเราได้ยินเช่นนั้นเราสองคนรู้สึกเสียใจมาก เสียใจกับการจากไปของญาติเค้า และที่สำคัญเสียใจที่เค้าไปไม่ถึงเป้าหมาย เค้าเดินมาได้เกินครึ่งทาง แล้วต้องย้อนกลับไปทางเดิม เป็นบลคงแบบว่าไม่รู้จะร้องไห้ให้กับอะไรดี ระหว่างสองสิ่งนี้ แต่เค้าบอกไม่เป็นไร เค้าสามารถกลับมาใหม่ได้ทุกเมื่อ เพราะสำหรับคนอินเดียเดินทางมาเนปาลไม่ยาก หลังจากนั้นเราก็กล่าวอำลาด้วยมิตรภาพที่ดีดี และรู้สึกแย่ที่เราจะไม่มีใครที่เดินช้าที่สุดกว่าเราอีกแล้ว (คิดแล้วขำตัวเอง) คือเราสองคนเป็นนัก Trekking ที่เดินได้ช้ามาก มากที่สุด ระหว่างทางที่ผ่านมาโดนแซงตลอดไง ก็มีแค่หนุ่มอินเดียเนี่ยแหละที่โดนเราแซง จนทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นอีกนิดว่า เราเดินเร็วกว่าเค้า 55+ 

เมื่อหมดเวลาสนุก ก็ถึงเวลาเติมพลังเอาแรง หาอะไรทาน และทำหน้าด้านๆ ไปขอน้ำดื่มฟรี ตีซี้กับคนในครัวเลย เข้าไปขอกรอกน้ำ เค้าก็ชี้ไปที่ก๊อกน้ำที่ใช้ล้างจาน บลก็แบบนิ่งนิดนึง (จะดีไหมน๊า) แต่ก็นะเราไม่มีทางเลือกมาก จึงต้องเอา กรอกไว้กันตายไปก่อน 

และเมื่อถึงเวลาเดินทาง เราให้เค้าคิดตังค์ค่าห้องและอาหาร คนคิดก็ลืมคิดค่าห้อง อาจจะด้วยความตังใจของเค้าที่ไม่เก็บค่าห้องก็ได้ เพราะที่นี่เค้าไม่สนใจเรื่องค่าห้องเท่าไหร่ แต่เค้าจะเน้นที่ค่าอาหารเป็นหลัก เพราะสร้างรายได้ให้เค้าเป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยที่บลเป็นคนดีไง (หรือเรียกง่ายๆ ซื่อ) ก็บอกเค้าไปว่ายูไม่ได้คิดค่าห้องนะ นางก็เลยเปลี่ยนให้ตามประสงค์ของบล (บลก็แบบเอาน๊า เรามาขอเค้าอาศัยก็ควรจะจ่ายเค้า อย่าเอาของใครฟรีๆสิ) 

ถึงเวลาเดินทางต่อแล้ว เราตัดสินใจเก็บสัมภาระทั้งหมดไว้ที่นี่ เอาแค่เสื้อผ้าหนึ่งชุดไป บวกกับน้ำ และสิ่งจำเป็นที่สุด เพราะเราจะไปพักกันที่นั่นคืนหนึ่ง แล้วจึงเดินกลับมาทางเดิมเพื่อมาพักที่นี่อีกคืน แล้วค่อยมุ่งหน้าไปตามแผนเดิมต่อ  ส่วนบลไม่ได้แบกอะไรเลยเดินแบบสบายหลังมาก แต่การที่เดินแบบไม่มีอะไรที่หลังเลย มันก็ไม่ได้หมายความว่าดีเลย บลรู้สึกว่าการที่เราตัวเบาเกินไป มันทำให้บลเหนื่อยง่ายขึ้น (หรือเปล่า-เป็นเพราะความสูงมากกว่านะ) คือเดินนิดหน่อยก็เหนื่อย แทนที่จะเดินได้เร็วขึ้น ไม่เลย จังหวะเดิม เดินๆหยุดๆ แต่ก็หาเหตุผลให้ตัวเอง ว่าหยุดชมวิว ถ่ายรูป เก็บเกี่ยวความทรงจำและความประทับใจ แต่มันก็สวยจริงๆนะ ระยะทางแต่ละจุดที่ผ่าน มันไม่เหมือนกันสักนิด มีอะไรให้เราได้เห็น ได้สำรวจตลอดเวลา ทุกๆวันที่เดินมันทำให้หัวใจบลพองโต และมีความสุขแบบสุดๆเลยละ บลรู้สึกแค่ว่าจากนี้ไปถ้าบลจะต้องตาย บลก็จะไม่เสียดายชีวิตแล้วละ เพราะนี่คือที่สุดของชีวิตบล เกินกว่าความสุขที่ใฝ่หาแล้ว

ระหว่างทางในแต่ละจุดที่เดินผ่านนี้ก็ทำให้บลขาสั่นเลยทีเดียว ไม่กล้าเดินไป กลัว เรียกบอสก็ไม่สนใจ เค้าเดินไปไกลแล้ว เพราะบลมัวแต่เดินชมวิว ถ่ายรูปอยู่ จนบลต้องตัดสินใจเด็ดขาด ว่าต้องผ่านมันไปให้ได้ ขยับไปทีละนิด ขาก็สั่นดิกๆ กลัวร่วง ทางหน้ากลัวเกิน แต่ก็ท้าทายมาก บอกตัวเองฮึบๆๆๆ จนดึงร่างก้าวข้ามจุดที่น่ากลัวไปได้ พอหลังจากจุดนี้ ก็ไม่รู้สึกกลัวอีกเลย ถึงแม้ทางจะเสียวแค่ไหน 

เดินๆ หอบๆ อยู่นาน ไม่ไกลนะ แต่ทำไมไม่ถึงสักที เราโดนแซงไปหลายกลุ่มแล้วด้วยไง แต่ไม่สนใจ สนุกไปกับระหว่างทางที่เดินไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่ได้รีบ (บอสบอกเช่นนั้น) ทันใดที่ไปถึง ก็เจอกับกลุ่มที่เค้าเดินแซงเราไป นั่งเรียงรายกันหน้าโรงแรม เพื่อทิ้งตัวอาบแดด เราสองคนก็ทำตามมั้ง ไม่ไหวขอทิ้งตัว ปล่อยวาง สงบสติสักพัก แล้วค่อยเข้าไปด้านในเพื่อสอบถามที่พัก

 ส่วนด้านในร้านอาหารก็พบอีกหลายกลุ่มนั่งคุยอย่างสนิทสนม ตอนแรกนึกว่ามาด้วยกัน แต่ไม่ใช่เช่นนั้น ส่วนมากมาเดี่ยว มาคู่ แล้วมาพบเพื่อนและจับกลุ่มกัน และก็เดินร่วมทางกัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น  ส่วนบลกับบอสเป็นกลุ่มคนขี้อาย เลยไม่ได้ร่วมวงสนทนากับใคร บวกกับเหนื่อยด้วย ขี้เกียจวุ่นวาย เมื่อเราได้ที่พัก ก็ได้สังเกตรอบๆ พบว่าเค้าอยู่ในที่ห่างไกล มีเครื่องทำคำร้อนแบบพลังงานแสงอาทิตย์ ตัวโรงแรมดูดีจากภายนอก แต่ข้างในไม่มีไร แค่พอนอนได้แค่คืนเดียว ถ้ากะจะอยู่หลายคืนคงไม่เหมาะ เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและความสบายไม่มี เรารีบเก็บข้าวของ ทานข้าวและอาบน้ำ อ๋อ!ไม่ได้อาบน้ำ ลืมไป เพราะหนาวมาก น้ำร้อนไม่มี ห้องน้ำเหม็น บลเลยตัดสินในไม่อาบ เช็ดๆตัวพอ ขอแค่มีที่ปล่อยทุกข์พอ เรานอนกันแต่หัวค่ำจริงๆ เพราะหนาวมาก และอีกอย่างไม่รู้จะทำอะไร นอนเร็วก็ใช่จะนอนหลับที่ไหน กว่าจะหลับได้ เพราะความกดอากาศที่ต่ำ และสภาวะอ๊อกซีเจนที่มีไม่มาก ทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องยาก ถึงยังนั้นเราก็ต้องนอน เนื่องจากพรุ่งนี้เช้า เราต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อออกเดินทางไปก่อนคนอื่น และต้องทำเวลาเพื่อให้ถึงบนทะเลสาบภายในสิบโมง และต้องลงก่อนเที่ยง เพราะหลังจากเที่ยงอากาศจะแย่มาก ลมแรง หมอกเยอะ ทำให้เสี่ยงต่อการเดินบนภูเขา


Ein Gedanke zu “Wie ich mal zum Tilicho Lake laufen wollte (Tag 9 Annapurna Circuit)

Kommentar verfassen

Trage deine Daten unten ein oder klicke ein Icon um dich einzuloggen:

WordPress.com-Logo

Du kommentierst mit Deinem WordPress.com-Konto. Abmelden / Ändern )

Twitter-Bild

Du kommentierst mit Deinem Twitter-Konto. Abmelden / Ändern )

Facebook-Foto

Du kommentierst mit Deinem Facebook-Konto. Abmelden / Ändern )

Google+ Foto

Du kommentierst mit Deinem Google+-Konto. Abmelden / Ändern )

Verbinde mit %s