Wie ich mal ausgeraubt wurde

Heute wollen wir ein wenig Ubud erkunden.
Besser gesagt, die nähere Umgebung.
Beim Blick auf die Karte fällt uns auf, das nur etwas mehr als einen Kilometer von unserer Unterkunft entfernt der „Monkey Frost“ ist.

Der kleine Wald, in dem ein paar Tempel stehen wird wie der Name schon sagt von von Affen regiert.

Als wir den Eingang der Anlage erreichen müssen wir erst ein mal ein Ticket kaufen. (40.000Rp)
Wärend ich am Schalter warte Zm endlich die Eintrittskarten zu bekommen nutze ich die Zeit mir die Verhaltensregeln hier im Monkey Forest durchzulesen.

image

Da plötzlich spüre ich etwas an meiner rechten Seite.
Etwas verdutzt schaue ich was da jetzt so plötzlich los ist und sehe doch tatsächlich wie ein Affe an meiner Hüfte hängt.
Ok denke ich, ich hab ja gerade gelesen, das man ruhig bleiben soll, wenn sich so ein Tierchen an einen klammert.
Ich guck den Affen an und denke noch „Ach wie süß.“ Da greift der Halunke doch blitzschnell in die Seitentasche meines Rucksacks und stibitzt mir den Orangensaft, den ich darin verstaut habe.
So ein Schweinehund!!!

image

image

Ok, damit wären wir und ein paar andere Zeugen gewarnt vor dem was uns hier erwartet.
Ich sichere alle Reißverschlüsse meines Rucksacks mit Karabinern, kaufe die Tickets und betrete zusammen mit Boss Bonny der Park.
Natürlich sind wir nicht die einzigen, die sich hier umschauen aber wie ich finde ist der Besucher Andrang noch überschaubar.
Gerade hier am Eingang gibt es die Möglichkeit Bananen zu kaufen um die Affen zu füttern.
Wir sparen uns das Geld und beschränken uns darauf hier einfach nur herumzuspazieren.
Zu sehen gibt es auf jeden Fall genug.
Nur blöd,  das es verboten ist, die Tempel zu besuchen.

Überall gibt es etwas zu entdecken und überall sind Affen.
So können wir beobachten, wie ein Affe einem der Besucher ne Schachtel Zigaretten stibitzt und diese dann schön zu Kleinholz verarbeitet.
Oder wie die Tiere versuchen Haarbänder zu mausen.
Alles in allem aber recht harmlos.

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

Wir setzen uns irgendwann etwas abseits auf eine Bank, wobei wir sogar wirklich fast 5 Minuten Ruhe finden, dann versuchen ein paar der pelzigen Kollegen meinem Boss die Armbänder zu stehlen.
Auch ich werde irgendwann noch einmal genauer von einem der Tiere unter sie Lupe genommen, könnte ja sein, das was spannendes in meinem Rucksack ist.
Geht eben nur leider nicht auf.;)

image

image

image

image

image

image

Gute 2 Stunden verbringen wir hier bis wir entscheiden weiter zu ziehen.
Wir wollen noch einen Tempel besuchen, allerdings ist dieser fast 5 Kilometer entfernt.
Egal, wir haben Zeit, also laufen wir.

Es ist schon spannend hier die Straßen entlang zu laufen, überall gibt es etwas zu sehen.

image

image

image

Dann kommen wir irgendwann am Goa Gajah Tempel an.

Auch hier braucht man um den Tempel betreten zu dürfen einen Sarong.
Einen haben wir auch, und den 2. kann man hier problemlos am Eingang ausleihen.
Könnte man.
Bonny entdeckt nämlich in einem der Geschäfte die hier sind Einen Sarong, den sie unbedingt haben möchte.
Ok, da ich ja eh einen brauche sieht der Deal folgendermaßen aus.
Wenn mein Boss es schafft sich den neuen Sarong für kleines Geld zu besorgen, nehme ich den alten.

10 Minuten später habe ich nen neuen „alten Sarong“ und Bonny wie nicht anders zu erwarten, einen neuen.

Jetzt wird es aber endlich Zeit den Tempel unter sie Lupe zu nehmen.
Je 15.000Rp kostet uns der Spaß.

image

Hier mal ein paar Fakten zum Goa Gajah Tempel:

Goa Gajah wird auch Elefantenhöhle oder Elefantentempel genannt und wurde erst 1923 entdeckt. Zeitlich stammt sie vermutlich aus dem 11. Jahrhundert und gibt noch heute der Wissenschaft einige Rätsel auf. So ist nicht eindeutig geklärt, warum der Tempel Elefantentempel heißt.  Elefanten gab es auf Bali erst seit der Tourismus weiterentwickelt wurde nicht aber im 11. Jahrhundert. Man vermutet dass der Fluss an dem Goa Gajah liegt, für die Namensgebung verantwortlich ist. Der heutige Fluss Petanu soll früher Elefantenfluss geheißen haben.
Es könnte allerdings auch sein, das die Forscher, die den Tempel entdeckt haben und den Dämonen der den Eingang der Höhle bewacht für einen Elefanten gehalten haben und dieser deshalb diesen Namen gegeben haben.
Bei Ausgrabungen vor der Höhle kam zudem ein Badeplatz mit 6 Statuen ans Tageslicht. Aus deren Gefässe fliesst Wasser in drei Becken, die mit Fischen besetzt wurden. Das Wasser selbst gilt als heilig.

Jetzt aber genug Theorie und langweiliger Text, hier endlich Bilder von der Anlage.

image

image

image

image

image

image

image

image

Nach dem wir eine gute Stunde lang alles erkundet haben, heißt es langsam wieder den Rückweg antreten.
Sich ja schließlich ein paar Kilometer zu laufen, bis wir es uns endlich wieder in unserer Unterkunft bequem machen können.

image

Hier wie immer alles in Thai von Bonny:

วันที่ 23 มิถุนายน 2559 สำรวจป่าลิงในเมือง
ตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์อยากสัมผัสเมืองแห่งความโรแมนติก บลรีบลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าออกไปนั่งชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น ฟังเสียงนก เสียงธรรมชาติ ที่ลานสระว่ายน้ำ โห้ย! ไมมันช่างสุนทรีเยี่ยงนี้ ที่บ้านบลเทียบไม่ติดสักนิด บลนั่งมองนั่งฟังนั่งซึมซับอยู่สองชั่วโมงได้ จนบอสตื่นออกมาสมทบและก็รับอาหารเช้า เช้าๆพนักงานจะเอาดอกไม้มาวางหน้าห้อง  เหมือนกับไหว้เจ้าที่เจ้าทาง และประดับบรรไดรอบๆด้วยดอกไม้วางไว้เป็นจุดๆ ชีวิตนี้ได้มาใช้ชีวิตที่นี่สักปีสองปีเหมือนฝรั่งคนอื่นก็คงจะดี ที่นี่เคยมีนักท่องเที่ยวมาเช่าอยู่เป็นปีเลยนะ เท่าที่ถามมาก็สองปีกว่าอะ สุดยอด อยากทำได้บ้างจัง

พอพระอาทิตย์โผล่มาสุดส่องแสงแดดจ้า เราก็กลับไปปฏิบัติภาระกิจส่วนตัว อาบน้ำแต่งตัว และวันนี้บลวางแผนไว้ว่าจะเดินไปป่าลิง Monkey forest ห่างจากที่พักและตัวเมืองประมาณ 1-2 กม. เราเดินออกมาเลียบทางคันนาและทะลุทางใหญ่ ศุกษาธรรมชาติและชีวิตรอบๆแถวนั้น จะเห็นว่าร้านอาหาร ร้านนวด หรือร้านต่างๆ ที่เพิ่งเปิดร้านจะมีการนำดอกไม้ ข้าวและอาหารเล็กๆน้อยมาวางไว้หน้าทางเข้าร้าน ดูก็คล้ายกับคนไทยเราที่จะวางอาหารจานน้อยไว้หน้าร้านเพื่อให้สัมภเวสีต่างๆ แต่ที่ต่างกันคือที่นี่เค้าจะทำกันทุกบ้านทุกร้าน และที่สำคัญจะต้องมีดอกไม้มาโรยด้วย บ้างก็จะวางไว้ตรงทางเดิน คนเดินไปเดินมาก็จะเหยียบเอา หรือไม่ก็ไก่ก็จะมาเขี่ยหาอะไรทาน ก็ถือว่าคือเสน่ห์ที่สวยงามของเมืองนี้ ทุกที่จะเต็มไปด้วยดอกไม้และที่สำคัญเราก็ได้กลิ่นหอมๆจากดอกไม้ด้วย เราเดินไปจนทะลุสะพานแคบๆที่มีไว้สำหรับคนเดินเท่านั้นแต่ก็ไม่วายรถเล็กก็มาวิ่งเส้นนี้กัน เพราะหลีกหนีรถติดตรงทางหลัก หลุดจากทางสะพานก็จะเจอกับต้นไทรล้อมรอบบริเวณป่าลิงและก็จะเจอกับนักท่องเที่ยวยืนรอซื้อตั๋วเข้ามากมาย ระหว่างนั้นเรายืนดูลาดราวและอ่านข้อห้ามต่างๆในป้ายเพื่อป้องกันตัวเองจากลิงพวกนี้ ระหว่างนั้นเจ้าลิงก็กระโจนเข้ามาที่กระเป๋าบอสแล้วก็ขโมยขวดน้ำส้มที่เราทานเหลือ แล้วเสียบไว้ในช่องข้างๆของกระเป๋าเป้ เจ้านี่มันมาแบบนินจามาก แบบไม่ทันตั้งตัว พอมันหยิบได้มันรีบปีนขึ้นไปบนหลังคา แล้วก็พยายามเปิดขวดน้ำส้มอยู่หนึ่งนาทีได้ ทั้งแทะ ทั้งบิด จนเปิดได้ แล้วมันก็ยกขึ้นดื่มพร้อมกับใช้เท้าชกซดเหยอะเย้ยบอสผู้ซึ่งยืนมองอยู่ด้านล่าง และนักท่องเที่ยวคนอื่นก็ยืนมองปฏิกริยาของมันอยู่ หลังจากที่โดนเจ้าถิ่นแกล้งขโมยของเราก็สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง โดยสำรวจและเก็บข้าวของอย่างมิดชิด ไม่ให้มันเห็น ทุกอย่างต้องเก็บในกระเป๋าปิดให้มิดชิด จากนั้นเราก็ไปซื้อตั๋วเข้าราคา 40000รูเปีย หรือประมาณ 100บาท

เมื่อเราย่างก้าวเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่เห็นคือป่า ที่นี่เหมือนป่ามาก ป่าในเมือง ที่มีทางเดินสะดวกสบาย กรงอาหาร เจ้าหน้าที่ยืนคอยอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์นะ ไม่ใช่เลย สวนสัตว์ที่บลเคยเห็นมันเป็นที่ที่น่าหดหู่มาก ไม่มีชีวิตชีวา แต่ที่นี่บอกได้เลยว่าว๊าว! เดินไปสักหน่อยก็จะเจอกลุ่มแม่ค้าหรือเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจ มาคอยยืนรอขายกล้วยให้นักท่องเที่ยวและนำกล้วยนั้นไปชูให้ลิงขึ้นหลังเพื่อหยิบกล้วยทาน ระหว่างนั้นนักท่องเที่ยวก็จะได้จังหวะในการถ่ายรูปคู่กับลิงอย่างใกล้ชิด โดยปกติแล้วกฎในที่นี้คือ ห้ามนักท่องเที่ยวให้อาหารลิง อาหารหรือขนมทุกชนิดที่ติดกระเป๋าไป ห้ามให้เด็ดขาด เพราะลิงเป็นสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำต่ออาหารของมนุษย์ และเชื่อโรคต่างๆที่มากับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจากมือของเราก็ตาม ลิงมีสิทธิ์ติดเชื่อและทำให้เจ็บใข้ได้ป่วยง่ายๆ และเค้าห้ามไม่ให้เราเล่นกับลิง เพราะลิงไม่ใช่สัตว์เลี้ยง มันเป็นสัตว์ป่า ส่วนมากมันจะไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่นการจับมือ หรือลูบหัวลูบหลังต่างๆ และลิงบางตัวก็ดุร้าย ชอบขโมยของและชอบทำร้านนักท่องเที่ยว ฉะนั้นจึงมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำจุดต่างๆมากมายเต็มไปหมด เวลาเดินๆบอสบอกว่าห้ามจ้องตากับลิงนะ เราก็ไม่กล้าสบตาเลย เพราะโดยส่วนตัวแล้วเคยโดนลิงทำร้ายครั้งหนึ่งเลยทำให้เราจำและกลัวจนถึงทุกวันนี้ ไม่กล้าเข้าใกล้เลย แต่ระหว่างที่เดินดูเดินชมไปเรื่อยๆนั้นยิ่งลึกยิ่งทำให้รู้สึกว่าที่นี่คืออาณาจักรลิงชัดๆ และเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่บลเคยเห็นมา คือแอบอิจฉาลิงเลยก็ว่าได้ บลว่าลิงที่นี่ต้องเป็นลิงที่มีความสุขมากที่สุดแน่นอน เดินไปจะเจอลิงบางตัวเล่นกันอย่างสนุกสนาน เล่นน้ำโชว์นักท่องเที่ยว(คือเล่นโชว์ตามความสนุกของลิง) มันเล่นอย่างมีความสุขนักท่องเที่ยวก็สนุกไปด้วย มันคือการเล่นแบบธรรมชาติของสัตว์ แต่มันเหมือนการแสดงโชว์เลย เจ้าลิงตัวนี้แสดงเก่งมาก

จบจากตรงนี้เราเดินถัดไปเรื่อยๆจนเจอเจ้าลิงตัวหนึ่งเดินอยู่บนไม้สะพานซึ่งมีนะกท่องเที่ยวยือยู่เต็ม เมื่อมันเดินมาใกล้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องหลบให้มันเพราะไม่รู้ว่ามันดีหรือร้าย รวมทั้งบลก็กลัวจนต้องหลบเหมือนกัน สักพักบลคิดมาได้อยากลองของ ลิงมันเดินกลับมา บลเลยทำท่าเป็นมองไม่เห็น บลก็ยืนเกาะรั้วสะพานไม่หลีก พอมันมาถึงรู้ไหมว่ามันทำไง มันเอามือมาสะกิดที่แขนบล แค่เนี่ยบลก็สะดุ้งเลยจนต้องหลีก นี่แค่สะกิดนะยังไม่ทำอะไรเลย555 ยอมนายแล้วเจ้าลิง

เดินไปอีกจุดหนึ่งไปเจอครอบครัวฝรั่งกลุ่มหนึ่ง กำลังโดนลิงไต่ขึ้นที่ตัวผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้กลัวอะไรก็ปล่อยให้มันไต่และสำรวจร่างกายของเค้าอยู่สักพัก จนเจ้าลิงมันล้วงทุกจุดจนไปเจอที่กระเป๋ากางเกง มันเจอกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งมันเลยพยายามดึงออกมา ส่วนผู้ชายคนนั้นก็ไม่ขัดขืนแต่อย่างใด ยอมจำนนแต่โดยดี มันดึงกล่องนั้นออกมา มันก็หมุนๆดูและก็แทะกล่องนั้น กล่องนั้นยังใหม่และยังไม่โนแกะเลย มันกัดอยู่สักพักใหญ่ พวกเรายืนดูว่ามันจะจัดการกับกล่องใบนั้นยังไง พวกเราลุ้นมาก เพราะกล่องใบนั้นมันคือบุหรี่ เราอยากรู้ว่ามันจะเอาออกมาสูบหรือจะกัดกิน555 (บ้าลิงที่ไหนขะสูบบุหรี่เนอะ) พอมันกัดแทะจนกล่องขาด มันเห็นมวนบุหรี่มันก็รีบดึงออกมาอันหนึ่ง แล้วมันก็ดม แล้วก็ทิ้งไปไม่สนใจ เจ้าตัวอื่นเห็นก็มาเก็บไปแทะต่อ แล้วเจ้าลิงหัวขโมยจอมเจ้าเล่ห์นั้นก็แทะจนมวนบุหรี่เกลื่อน แล้วมันจึงหยิบขึ้นมาดมๆอีกและก็ลองกัดกินดู แต่มันคงไม่ชอบมันเลยทิ้งและไม่สนใจ พอมันไม่สนใจพวกเราและคนอื่นๆก็เริ่มทะยอยแตกออกไป บลก็ยังชะลอๆอยู่บริเวณนั้น จนเผลอเจ้าลิงตัวนั้นกระโดดมาจากด้านหลังไต่ขึ้นมาที่ด้านหลังมายืนอยู่บนคือของบน บลรู้สึกตกใจกลัวนิดหน่อย แต่ก็พยายามไม่กระตุกกระตัก เพราะถ้าเรากรี๊ดร้องตกใจมันยิ่งจะทำให้เราตกอยู่ในช่วงอันตรายมากขึ้น มันก้มลงไปหยิบเจ้าหมีน้องเจอรันทูส กับปีโต ที่บลเอาติดกระเป๋ามาด้วยทุกครั้ง มันพยายามดึงแต่พอดีบลล็อคมันไว้กับกุญแจมันดึงไม่ได้ บลกลัวๆมันจะทำร้ายบอสเลยบอกให้เดินไปช้าเพื่อให้มันลงจากตัวเรา แต่มันไม่ลงบลเลยเดินเร็วๆจนมันยอมออกไป เห่อ!โล่งอก กลัวมันจะกัดเอาเดี๋ยวเป็นโรคบ้า555 แต่เท่าที่เห็นลิงที่นี่ไม่มีทำร้ายนักท่องเที่ยวนะ มันก็แค่มาเกาะเราเพื่อหยิบอาหารหรือสิ่งของที่เราเผล่อถือหรือทำให้มันเห็น ซึ่งเราต้องระวังตัวเอง แต่โดยรวมแล้วลิงที่นี่น่ารักมากและก็มีเจ้าหน้าที่เยอะไม่ต้องกลัว

บลรีบเดินออกมาจากตรงนั้นและไปหยุดพักถ่ายรูปลิงกลุ่มหนึ่งในมุมที่เงียบๆ เห็นมันนั่งนอนหาเห่าให้กันอยู่ เรานั่งพักที่จุดนั่งพัก พวกมันเห็นเรามันก็ไม่สนใจเท่าไหร่ จนเรานั่งจ้องมองมันนานและมันก็สังเกตุเห็นบางอย่างน่าสนใจจากเรา มันเริ่มปีนขึ้นมาใกล้ๆอย่างอาการเนี่ยมอาย แล้วมันก็เดินมาที่บล มาที่มือของบลแล้วมานั่งหมุ่นกำไรหยกของบลเล่น มันคงอยากได้แต่มันเอาออกไปไม่ได้ เลยได้แค่หมุนเล่น ระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาที่ทำให้บลได้ทำความรู้จักกับลิงมากขึ้น และมันทำให้บลรู้ว่าลิงมีมือและเท้าที่นุ่มมาก นุ่มกว่ามือบลอีก ตอนแรกบลเข้าใจว่าพวกลิงต้องมีกรงเล็บที่จิกเจ็บแน่นอน แต่บลเข้าใจผิดหมดเลย เล็บมันเล็กๆหน้าตาคล้ายเล็บมนุษย์ บวกกับฝ่ามือและเท้าที่อ่อนนุ่ม ตัวเบา มันขึ้นมาเล่นกับกำไรของบลอยู่นาน จนมันเบื่อมันก็ออกไป จุดนี้ทำให้บลได้รับรู้ถึงความน่ารักของลิงอีกมุมหนึ่ง ที่นี่คือป่าลิงที่สมบูรณ์แบบมาก เหมาะแก่การมาทัศนศึกษาดูลิงมากที่สุด

แล้วเราก็เดินไปต่อที่วัดGoa Gajah วัดถ้ำเก่าแก่ ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ ค.ศ.9 สองพันกว่าปีแล้ว เราเดินจากป่าลิงไปยังวัดระยะทาง 4 กม. ค่อนข้างไกล แต่ถือว่าตัดสินใจได้ถูก เพราะที่นั่นถนนแคบมากจึงทำให้ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถ และก็รถติดเป็นแถวยาว แต่การเดินก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ เพราะแดดแอบร้อนหน่อย บวกกับถนนแคบ เดินต้องระวังรถที่วิ่งสวนมา บางทีต้องหลบรถด้วยซ้ำ ทางเดินเท้าแทบไม่มี

เมื่อเข้าไปในวัดก็จะเห็นลานขายของฝาก เสื้อผ้าเต็มไปหมด สืบเนื่องจากการเข้าวัดที่นี่ต้องสวมผ้าสาโรง แต่ทางวัดก็มีบริการให้นักท่องเที่ยวฟรีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่ด้วยครั้งก่อนที่ขับรถเที่ยวน้ำตก บลได้ผ้าสาโรงมาในราคาที่เหมาะสมและพอใจ คือซื้อมา 35000รูเปีย หรือประมาณ 75 บาท(ซื้อด้วยความเกรงใจ) และครั้งนี้บลเห็นผ้าสาโรงสวยดี บอสเลยแนะนำให้ซื้อเพิ่มเพราะเค้าอยากมีพกติดตัวไว้ เพราะเราต้องเข้าวัดบ่อยระหว่างนี้ บลเลยเดินไปถามราคา พี่เค้าเสนอมา 100000 รูเปีย หรือ 260บาท (เสนอราคาเวอร์เกือบทุกร้าน) จนบลขอต่อราคาเค้าจนได้มา 40000รูเปีย หรือประมาณ 100 บาท (ยังแอบแพงอยู่แต่ผ้าสวยกว่าร้านแรกที่ซื้อมา)

ก่อนเข้าไปด้านในก็ต้องซื้อตั๋วเข้าก่อน ไม่แพง 15000รูเปีย หรือประมาณ 40บาท ภายในจะมีปากถ้ำเป็นรูปปากเสือ เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไร เป็นพื้นที่บริเวณเล็กๆ แคบๆ พอได้ตั้งพระพุทธรูปองค์ต่างๆ ตามมุมซ้ายและขวา เราเดินชมแปปเดียวก็ออกมา เพราะด้านในแคบจุคนได้แค่ไม่กี่คน ไม่งั้นจะแออัดเกินไป ออกจากจุดนี้เราก็ต้องเดินไปเรื่อยๆ จะมีทางเดินเข้าไปเป็นป่า สำรวจอาณาบริเวณโดยรอบแบบไม่รู้ประวัติ เราจึงได้แค่มองและเดินถ่ายรูป แต่ที่นี่จุดเด่นๆจะอยู่ที่มุมน้ำไหลน้ำตก ได้ยินมาคร่าวๆว่าเมื่อก่อนมีก้อนหินใหญ่ที่เค้าสร้างวัดหรือปราสาท(ไม่แน่ใจ)มันหล่นลงมาแล้วก็ปักอยู่ตรงนั้น และก็ไม่ใครเคลื่อนย้ายไปไหนเลย จากที่สังเกตุหินชุดนั้นมีการแกะสลักปฏิมากรรมลวดลายเอาไว้ เห็นแบบเลือนลาง และอีกจุดหนึ่งก็คือมุกรากต้นโพธิ์ มุกนี้สวยดี นอกนั้นก็จะเดินรอบเขาดูอาณาบริเวณมากกว่า เราอยู่ที่วัดไม่นานเท่าไหร่ก็ต้องรีบเดินออกเพราะกลัวจะเดินถึงที่พักค่ำ

เราใช้เวลาเดินหนึ่งชั่วโมงได้ เพราะเราพยายามหาเส้นทางลัดด้วย แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เริ่มจะปวดขาแล้วละ เราแวะเดินเข้าไปตามหมู่บ้าน จะเห็นว่าหมู่บ้านเขตรอบนอกเขตเศรษฐกิจแหล่งท่องเที่ยว จะมีทัศนียภาพธรรมดามาก ถนนหนทางไม่ได้สวยงามเหมือนในจุดนักท่องเที่ยวอยู่ วันนั้นตอนเย็นๆชาวบ้านออกมาหน้าบ้านกันหมดเพื่อจัดสวนปลูกดอกไม้กันหน้าบ้าน และมีการขุดลอกถนนและลำคลองใหม่เพื่อปรับปรุงแก้ไข ซึ่งดูเหมือนเค้าจะพัฒนาให้ทั้งหมดของชุมชนแถวนั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างทัศนียภาพที่สวยงามแก่นักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างงานกระจายรายได้ให้ทั่วทั้งเขต ทุกคนแถวนั้นเห็นบอสก็ยิ้มและกล่าวทักทายแบบมีไมตรี ทุกคนที่นี่น่ารักมาก ดูเป็นรอยยิ้มที่จริงใจไม่เสแสร้ง

เราเดินกันจนปวดไปทั้งตัวเลยขอหยุดพักทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ มีแต่เมนูผัก ที่นี่มีทั้งคลาสสอนโยคะเยอะแยะ ร้านซักรีดก็เต็มไปหมด ราคาไม่แพงด้วย แต่อาหารเพื่อสุขภาพจริงๆกินแล้วไม่รู้สึกอิ่มเลย รู้สึกเหมือนไม่ได้กินดีกว่า เพราะมันไม่ถูกปาก แต่อาหารรสชาติไม่ได้แย่นะ คนเข้าร้านเยอะเหมือนกัน ทานอาหารเสร็จเราเพลียกันมากเลยรีบเดินกลับห้องกว่าจะถึงก็มืดค่ำแล้ว เท้าปวดไปหมดเพราะวันนี้เราเดินกัน 10+กม.ได้ พอแล้วทริปการเดิน

image


3 Gedanken zu “Wie ich mal ausgeraubt wurde

  1. Hey , Bali ist super! War vor 2 Jahren da und hab mich total wohl gefühlt. Es gibt auch viele Leckeren wie Erdnüsse mit Ei gebraten , besser als Chips. Grüße Bali und hab ne tolle Zeit. Meerestempel und Wassertempel unbedingt besuchen.

    Gefällt mir

Kommentar verfassen

Trage deine Daten unten ein oder klicke ein Icon um dich einzuloggen:

WordPress.com-Logo

Du kommentierst mit Deinem WordPress.com-Konto. Abmelden /  Ändern )

Google+ Foto

Du kommentierst mit Deinem Google+-Konto. Abmelden /  Ändern )

Twitter-Bild

Du kommentierst mit Deinem Twitter-Konto. Abmelden /  Ändern )

Facebook-Foto

Du kommentierst mit Deinem Facebook-Konto. Abmelden /  Ändern )

Verbinde mit %s