Wie ich mal den Bus Fahrplan auswendig gelernt habe

Heute wollen wir uns Tempel anschauen.
Peter hat uns zwar den Tip gegeben uns einen Roller zu mieten und es auf eigene Faust zu machen aber weil mein Boss es nicht mag wenn ich schimpfe und sie sich sicher ist, daß ich mich bei dem Verkehr hier in der Stadt nur aufrege haben wir uns entschieden den Bus zu nehmen.

Peter ist dann so nett und bringt uns sogar noch zur richtigen Bushaltestelle, so daß eigentlich gar nichts schief gehen kann.

Es geht auch nichts schief.
Wir zahlen pro Person 3500Rp (0,25€), steigen in den Bus mit der Nummer 1A und eine Stunde später sind wir fast am Ziel.
Von der Haltestelle an der wir aussteigen ist es nur noch ein Kilometer zu laufen.
Wie immer müssen wir zuerst ein paar Taxifahrer abschütteln um ungestört zum Eingang von „Prambanan“, einer hinduistischen Tempel Anlage aus dem 9. Jahrhundert.
Am Eingang wird uns für einen kleinen Aufpreis ein Kombi Ticket empfohlen welches noch einen zweiten Tempel (von dem ich noch nie gehört habe) beinhaltet.
Auch wenn mein Boss nicht ganz damit einverstanden ist, investiere ich die 25$ für das Ticket.

image

image

image

So kommen wir dann auf die Tempel Anlage aber bevor wir auch nur einen kurzen Blick auf die restaurierten Bauten werfen können, werden wir zu einem Minibus gelotst, der uns auf einen Berg zum etwa 3 Kilometer entfernten „Ratu Boko“ bringt.

Wobei diese Anlage viel mehr an einen großen Park errinnert.  Viele Bauten gibt es hier oben nicht zu besichtigen.
Dafür ist aber immerhin die Aussicht gut und nach dem wir uns hier oben eine Stunde lang alles angeschaut haben gibt es sogar noch ein kleines gratis Getränk.
Mit dem Minibus geht es dann wieder zurück nach Prambanan.

image

image

image

image

image

image

Jetzt haben wir endlich Zeit auch hier die Tempel unter die Lupe zu nehmen.
Bei mir kommen Erinnerungen an Kambodscha hoch, weil die Bauweise doch sehr ähnlich ist.
Meinem Boss geht es übrigens genau so.
Gerade als wie entscheiden das Gelände zu verlassen fängt es natürlich an zu regnen.

image

image

image

image

image

Wir suchen bei einem der vielen Läden im Eingangsbereich nach Schutz und wo wir schon mal da sind und weil es wärend des Ramadans tagsüber nicht ganz so leicht ist etwas zu essen zu finden, kehren wir in einem der wenigen geöffneten Essens Ständen ein und lassen es uns gut gehen.

image

Die Rückfahrt wird dann wieder spannend, weil wir versuchen wollen mit dem Bus so nah wie möglich an unser Guesthouse zu kommen, was im Endeffekt fast 2 Stunden dauert.
Aber…..wir schaffen es und ich bin mittlerweile Profi im Fahrplan lesen;)

image

Den nächsten Tag haben wir dann fürs Shopping reserviert.
Zwar nicht gerade meine Lieblings Beschäftigung aber was tut man nicht alles um seinen Boss glücklich zu machen.
Wir wissen, das es einen Batik Markt und generell viel Kunst in Yokjagarta gibt.
Leider ist das alles ziemlich weit von unserer Unterkunft entfernt.
Wir laufen also erstmal los uns lassen alles auf uns zu kommen.
In der Nähe des Palastes werden wir dann von einem Einheimischen angesprochen.
Wir erklären ihm, daß wir zum Markt möchten und ganz gut alleine zurecht kommen.
Darauf hin erzählt uns der Mann, das heute ein spezieller Kunstmarkt ist und wir weil es so weit ist am besten eine Fahrrad Rikscha nehmen sollten.
Wobei die Rikschas für Touristen zu teuer sind und er uns ohne Probleme einen günstigen einheimischen Fahrer besorgen kann.

Ehe wir uns versehen, sitzen wir dann auch in einer dieser Rikschas und werden durch die Stadt kutschiert.
Warum nur habe ich den Verdacht, daß wir gerade mal wieder übers Ohr gehauen wurden?!

image

Meine Befürchtung bestätigt sich nach einer halbstündigen Fahrt, weil sich der „Markt“ als einfacher Shop entpuppt.
Jetzt heißt es also gute Miene zum vermutlich bösen Spiel zu machen.
Auf jeden Fall werden wir schon einmal sehr freundlich begrüßt und bekommen erst mal gezeigt,  wie das mit dem ganzen Batik Zeug funktioniert.

image

Dann dürfen wir uns umschauen und haben natürlich die Möglichkeit sämtliche der hier ausgestellten Werke zu kaufen.
Was auffällt ist das im Gegensatz zu dem Laden in den wir vor 2 Tagen geraten sind, die Preise um einiges besser sind.
Außerdem gibt es ein paar Bilder, die mich echt beeindrucken.
Da wir aber eh zu wenig Platz im Rucksack haben und wir ja auch etwas auf unser Geld achten müssen ziehen wir es vor uns irgendwann freundlich zu verabschieden. 🙂

Den Rest des Tages verbringen wir damit durch verschiedene Geschäfte zu streifen.
Für mich wie gesagt nicht wirklich so spannend aber mein Boss fühlt sich sichtlich wohl.

image

image

image

image

Deshalb schreibe ich jetzt auch einfach nix mehr und überlasse Bonny den Blog.;)

วันที่ 9 มิถุนายน 2559 Brambanan & Ratu Boko เช้าวันสลึมสลือ แผนการที่วางไว้วันนี้จะไปเที่ยวชมวัด Brambanan แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะไปยังไง จะไปด้วยรถเมย์ หรือจะเช่ามอเตอร์ไซต์ขับดี เพราะระยะทางไม่ได้ไกลมาก เมื่อเราตื่นมาทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จ จากนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พี่เจ้าของบ้าน เรียกถามว่าจะไปวัดใช่ไหม จะออกไปพร้อมกันไหมเพราะพอดีพี่จะไปส่งนักท่องเที่ยวคู่หนึ่งที่เพิ่งเข้ามาพัก พาไปส่งที่สถานีรถเมย์ ถ้าไปให้เวลาสิบนาที บลก็ตัดสินใจไม่ได้บอกให้อำนาจกับบอส จากนั้นพี่เค้าก็บ่น ไอ้ทางโน้นก็บอกแล้วแต่บอส นี่ก็แล้วแต่บอสจะเอาไง เอ่อ!นี่บอสโยนมาให้เราอีกละ บลเลยต้องตัดสินใจว่าไปไป จากนั้นละงานเข้า บอสอยู่ห้องน้ำ บลกำลังจะแต่งตัว สิบนาทีต้องทานข้าวอีก บลนี่สปีดรีบทานข้าวเช้ากับบอส สำหรับบอสการทานอาหารในเวลาอันน้อยนิดไม่ใช่ปัญหาสำหรับเค้า แต่สำหรับบลมันคือปัญหาใหญ่ กลืนแทบจะติดคอ ไม่ต้องเคี่ยวข้าวกันเลยทีเดียว บ้าไปแล้ว แต่สุดท้ายพี่เค้าก็รอเราสองคน ก่อนขึ้นรถมาเล่นท่ากันอีกยังกับเด็กน้อย บอสละเข้ากันดีจริงๆกับเจ้าของบ้านนี่ เมื่อไปส่งที่สถานีพี่เค้าก็แนะนำว่าจะต้องไปขึ้นฝั่งไหนยังไง ก่อนไปที่สถานีเราต้องการกดเงินก่อน ซึ่งตู้ก็อยู่ใกล้ๆตรงนั้นตั้งสามเครื่อง แต่ดันมีปัญหาทั้งหมดใช้งานไม่ได้ เห็นพนักงานมาทำอะไรที่ตู้นึกว่ามาใส่เงิน พอออกไปแล้วเครื่องกับจอดำหมด มันหมายความว่าไง เดินหาตู้เกือบชั่วโมง ถึงจะเจอ เพราะบางตู้ก็ให้บริการสำหรับคนอินโดนีเซียเท่านั้น เมื่อได้เงินมาแล้วเราเดินเข้าไปที่สถานี รถเมย์ที่นี่ราคาเดียวตลอดสาย ถ้ายังไม่เดินออกจากตู้สถานีก็สามารถนั่งสายอื่นไปได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม การจะไปวัดของเราเริ่มขึ้นที่สถานีแถว Museum Biologi เราต้องขึ้นรถเมย์สาย A1 จากตารางเป็นสายสีน้ำตาล ค่าโดยสารต้องจ่ายตอนผ่านเข้าตู้สถานีคนละ 3500Rp. (ประมาณ 8 บาท) จากนั้นให้มองป้ายไฟด้านหน้าดีดี จะโชว์ด้านหน้าว่า 1A เมื่อรถมาเค้าจะจอดให้คนลงก่อนแล้วค่อยเราก็ขึ้น รถเมย์คันเล็กๆ อันกันตามสถานะการณ์และเวลา แต่รถจะจอดให้เฉพาะตามตู้สถานีเท่านั้น ไม่จอดนอกป้ายนะ รถวิ่งไปได้หนึ่งชั่วโมงก็ถึง ตามระยะทาง 14กม. รถจะวิ่งเข้าไปส่งผู้โดยสารยังสนามบินด้วยทุกครั้งแล้ววนออกมาและวัดเป็นสถานีสุดท้าย เมื่อถึงสถานี Brambanan รถจะเลี้ยวเข้าไปจอดด้านในสถานี จากนั้นก็ตามสเตปผู้คนจะเข้ามาหาคุณเพื่อถามไถ่และอยากช่วยเหลือจนสามารถเดินตามคุณไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะตื้อได้ แต่ของเราทำเนียนเป็นรู้เส้นทาง เดินออกมาถนนใหญ่แล้วเลี้ยวขวาเดินไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงประตูทางเข้าวัดแล้วเมื่อเข้าไปด้านในก็แอบงงหน่อยว่าจะต้องไปทางไหนทำอะไร เอาจริงๆถ้างงควรจะนั่งสักครู่เรียกสติกลับมาก่อน ดูผู้คนว่าเค้าทำอะไรยังไง แต่ของเราเดินหาที่ขายตั๋วอย่างเดียว เมื่อเดินไปถึงกะจะเนียนเป็นคนอินโดก็ไม่ได้เพราะพูดภาษาเค้าไม่เป็น เค้าเลยถามเป็นภาษาอังกฤษมาว่าจะเอาตั๋วรวมวัด Ratu Boko เลยไหมเพราะจะได้ราคาถูกกว่า เราก็ตกลง โห! ค่าเข้าแพงมหาโหดมาก ตั๋วเข้าสองวัด  Brambanan & Ratu Boko คนละ 337500Rp. (ประมาณ 800+บาท) แพงมากๆ ยังกับซื้อทัวร์ทริปหนึ่งเลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะเดินนำหน้าเราอย่างกับเราคือแขกวีไอพี เชิญเราขึ้นรถตู้เพราะเค้าจะพาเราไปยังวัด Ratu Boko ก่อน ก็จะมีนักท่องเที่ยวรายอื่นนั่งรอก่อนหน้านี่อยู่แล้ว ผู้โดยสารไม่ต้องเต็มรถก็ออกได้ มีรถตู้จอดรอบริการมากมาย รถตู้พาเราขับลัดเลาะไปตามทางเล็กๆเข้าไปยังเขตชุมชนจะมองเห็นทุ่งนาและหุบเขาอันสวยงามจากนั้นจะพาขับขึ้นเขาเล็กน้อยก็ถึงละ ระยะทางประมาณ 3-4กม.ได้ เมื่อลงจากรถเราก็จะเห็นโรงแรมอยู่ตรงนั้นเลย เงียบสงบมาก นักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครมากัน ส่วนพนักงานตรงนี้ดูบริการดีน่าจะเป็นพนักงานของทางโรงแรม เราแสดงบัตรและเดินผ่านประตูเข้าไปด้านใน บรรยากาศเงียบสงบและดูคล้ายๆสวนสาธารณะที่มีหิน อิฐ ลาน กำแพง เก่าแก่มาตั้งอยู่ที่นี่ อาณาบริเวณกว้างใหญ่พอสมควร แดดก็ร้อนพอควร เราเดินแบบรีบๆเพราะมันกว้างเกินไป เป็นสวนสนามหญ้าซะส่วนใหญ่ ไม่มีอะไรมากแต่ก็ใช้เวลาที่นี่นานพอสมควรเพราะมัวแต่นั่งรับลมอยู่ปากภูเขาที่ไม่สูงมาก. สามารถเดินลงไปได้ นั่งชมพระอาทิตย์ วิวทุ่งนาสีเขียวสวยดี แต่ระหว่างนั้นก็สังเกตุเห็นชาวบ้านเดินลัดเลาะขึ้นมาจากฝั่งถนน กะจะเดินลงไปสำรวจก็รู้สึกขี่เกียจจังเพราะอากาศร้อนแถมไม่มีลมอีก เมื่อหายร้อนแล้วเราจึงเดินไปยังจุดถัดไปที่เป็นอะไรไม่รู้บอกไม่ถูก น่าจะสถานที่เรียนอะไรซักอย่างของสุลตาน แล้วก็เดินไปยังถ้ำหินซึ่งหินนี่ดูท่าจะเก่าแก่มากๆ คือป้ายมีบอกทักที่ว่าที่นี่คืออะไร ความสูงความกว้างของตัวปราสาทแต่ด้วยอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเลยอธิบายไม่ถูก55 เดินจนเบื่อเพราะหาจุดเด่นที่นี่ไม่ค่อยจะมี ที่มีก็คือเงียบสงบและสะอาด เรารีบเดินออกมาพร้อมกับบอสก็สอนภาษามาเรื่อยๆแต่ก็จำไม่ได้หรอก จนถึงประตูทางออกพนักงานก็ได้นำเอาคํปองน้ำดื่มฟรีมาให้เราสองคน สามารถเข้าไปแลกได้ในมุมกาแฟด้านในโรงแรม เราแลกได้เฉพาะน้ำเปล่ากับน้ำผลไม้ขวดเท่านั้น เราสองคนเลือกเอาน้ำส้ม จากนั้นบอสก็สั่งกาแฟมานั่งกินลม เพราะวิวมุมนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน เลยพากันคิดเล่นๆว่าที่วัดนี้ทางโรงแรมเป็นผู้รับผิดชอบแน่เลย เพราะเค้ามาสร้างโรงแรมติดกับวัดและได้สถานที่ที่เงียบสงบสวยงามขนาดนี้ เมื่ออิ่มจากการนั่งพักแล้วก็ลุยต่อเรามุ่งหน้าไปยังรถตู้เพื่อกลับไปยังวัด Brambanan เมื่อเราขึ้นรถบุปคนขับก็ออกรถเลยไม่รีรอ เหม่ดูวีไอพีมากเพราะจ่ายไปตั้งเยอะ ไม่นานก็ถึงวัด Brambanan เรามุ่งหน้าเข้าไปยังตัวปราสาท นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ปราสาทสีดำ มีอยู่เด่นๆ 3ปราสาทใหญ่ ไม่เยอะมาก ท้องฟ้าก็มัวๆ ถ่ายรูปออกมายากมาก เพราะมันมืดดำไปหมด เลยหมดความสนุกกับที่นี่ ได้แต่เดินดูภายในตัวปราสาทเล็กน้อย ด้านนอกไม่มีอะไร เป็นดินร่วนธรรมดา เหมือนมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่ บลชักเริ่มเบื่อเลยบอกให้บอสออกมา เราอยู่ตรงนั้นสามสิบนาทีได้มั้ง รู้สึกไม่มีอะไรเพราะบลเป็นคนดูของเก่าไม่เป็น55 จากนั้นเราเดินออกที่ทางเค้าบังคับให้ออกแล้วลัดเลาะไปทางสวนด้านข้าง ไม่อยากแวะไปไหนเพราะเริ่มเย็นแล้วบวกก้บท้องฟ้าทำท่าฝนจะตกเลยอยากกลับห้องมากกว่า แต่การเดินลัดเลาะไปทางสวนหญ้าสีเขียวทำให้เราได้เห็นมุมที่สวยกว่าและเงียบสงบกว่าเยอะ บอสขอตัวไปเดินหาทำภาระกิจลับส่วนบลก็นั่งรอเพราะขี้เกียจไปช่วยหา มุมหญ้าสีเขียวอ่อนชะอุมชุ่มชื่น แบคกราวด้านหลังเป็นตัวปราสามก็สวยมาก เมื่อบอสปฏิบัติภาระกิจไม่สำเร็จด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงพากันรีบเดินกลับไปที่สถานีรถเมย์ บวกกับฝนกำลังจะมาและสุดท้ายก็มาจนได้ เรารีบเร่งฝีท้าวจนถึงตู้รถเมย์และนั่งรอไม่กี่นาทีรถก็มาจอดจากนั้นรถน่าจะรอเวลาและผู้โดยสารสักพักจนเต็มรถก็ออกตัว จากนี้เริ่มเย็นมากแล้วผู้โดยสารขึ้นเต็มจนอัดแน่น ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีเดิมที่เราขึ้น เราลงที่จุดเริ่มต้นและหาทางกลับห้องกันต่อโดยเรายังไม่ออกจากสถานีแต่เราจะนั่งรถเมย์ต่อไปยังสถานีที่ใกล้กับที่พักมากที่สุดจากนั้นก็ใช้ท้าวนำทางต่อไป เราต่อรถเมย์สาย 4A สายสีชมพูไปลงที่ใกล้กับประตูเมืองสุลตาลแล้วก็เดินเท้าอีกประมาณกิโลกว่าก็ถึงที่พักแล้ว เมื่อถึงที่พักพี่เจ้าของก็ถามใหญ่เลยว่าเป็นไงบ้างสนุกไหม เอาชากาแฟไหม คืออยากคุยด้วยว่างั้น บอสก็นั่งโม้ไปกับเค้าตามระเบียบ

วันที่ 10 มิถุนายน 2559 พาไปชอปปิ้งตลาด Malioboro วันนี้ถูกเลือกให้เป็นวันพักผ่อน คือเราจะไม่ทำทริปอะไรทั้งนั้น แต่เราอยากไปเดินชอปปิ้งกันที่ตลาดมาลิโอโบโร เป็นตลาดใหญ่ ขายสินค้าเสื้อผ้า ของฝากทุกชนิด ด้วยที่บลไปหาข้อมูลมาว่าที่ตลาดแห่งนี้มีของราคาถูกขายและมีผ้าบาติกขายในราคาที่ถูกด้วย หลากหลายแบบหลายราคาให้เลือกซื้อ บลเลยอยากลองไปดูสิว่าราคาผ้าบาติกที่เค้าเคยเสนอขายให้เราเมื่อสองวันก่อนกับที่นี่ราคาจะต่างกันมากไหม ใจอยากรู้ว่าเค้าหลอกขายนักท่องเที่ยวหรือเปล่า โดยเช้าวันนี้เราเดินออกมาจากที่พักกะจะเดินไปเรื่อยถ้าเหนื่อยก็ไปนั่งรถเมย์หรือรถม้าตามที่เคยตั้งใจไว้ เมื่อเดินเข้าประตูพระราชวัง ก็เจอชายคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดี เข้ามาทักทายบอสอย่างเป็นกันเอง จนบอสก็คุยตอบเค้าไปแบบไม่รู้สึกตะขิดตะขวางใจอะไร เมื่อเค้าชวนคุยโน้นนี่สักพักเสร็จก็ถามเราว่าจะไปไหน ชอบศิลปะไหม แล้วก็เสนอเรามาว่าวันนี้มีตลาดศิลปะนะอยากไปไหม อยู่ตรงนี่ๆ ถ้าอยากไปเดี๋ยวเรียกรถให้ไปส่งให้ราคาถูก อย่าไปเรียกรถที่ยืนรอนักท่องเที่ยวนะมันแพง นี่ถ้าจะเอาให้เรียกชาวบ้านธรรมดาแบบนี้เค้าจะคิดราคาปกติ คือตาลุงคนนี้แต่งตัวดีด้วยเสื้อลายบาติก ดูใหม่สะอาด พูดจาดี แต่ออกแนวใช้จิตวิทยานิดนึงจนเราหลงเชื่อ คือบลก็ขี้เกียจเดินด้วยแหละ แต่สุดท้ายเราตกลงไปตามคำแนะนำของลุงก็เพราะเค้าบอกว่ามันคือตลาดงานศิลปะซึ่งมีทุกวันศุกร์เท่านั้น เราก็หลงเชื่อให้เค้าเรียกรถจากลุงทีจอดรอนักท่องเที่ยวอยู่ข้างทางแล้วก็คุยกับลุงให้ว่าให้ไปส่งเราที่ไหน ราคาเท่าไหร่ แล้วลุงก็ปั่นจักรยานสามสี่ล้อไปส่ง บลลงนั่งอย่างสบายๆแต่เมื่อบอสหย่อนก้นลงมาทีนี่เต็มพื้นที่ไปหมดจนบอสต้องขยับไปด้านหน้า คือกระบะรถมันแคบไม่เหมาะกับฝรั่งเลย เมื่อลุงปั่นจักรยานขึ้นเนินลุงก็ต้องลงจากรถเพื่อลากรถขึ้น ไอ้เราก็ไม่ได้รู้สึกดีเลย เหมือนมันลำบากมากๆ สงสารลุงนะ บอสก็อยากจะลงเดินมากกว่าเพราะเค้าคงรู้สึกว่ามันหนักเค้า แต่ก็เกรงใจอะนะ จึงทนนั่งไปจนถึงจุดหมาย ระยะทางประมาณ 2 กม. ได้ เมื่อไปถึงเราสองคนแอบงง นี่มาถึงแล้วเหรอมันไม่เหมือนตลาดเลย แต่มันคือร้านขายภาพวาดบาติกต่างหาก อ่าวนี่เราถูกหลอกให้มานี่นี้หว่า จากนั้นคนในร้านก็รีบเดินมาต้อนรับเรา เราทำอะไรไม่ได้ก็ต้องจ่ายเงินค่าจ้างลุงไป 20000Rp. (ประมาณ 50บาท) แบบนี้เรียกโดนหลอกให้มาชัดๆ เราจำใจต้องเดินเข้าร้านไป แต่ร้านก็ใหญ่พอควรแต่ไม่มาก มีภาพวาดบาติกวางและแขวนอยู่เยอะมาก ลวดลายสวยงามใช้ได้เลย พนักงานก็พาเราเข้าไปด้านในเพื่อเค้าจะได้อธิบายกรรมวิธีการทำผ้าบาติกให้เราทราบคร่าวๆ จากนั้นเค้าก็พาเราเดินชมภาพแต่ละชิ้นงานพร้อมกับให้เวลาเราเดินเลือกเดินชมตามสบาย. แถมแผ่นป้ายแสดงราคาชิ้นงานแต่ละชิ้นด้วย เอาจริงๆราคาถูกกว่าและสวยกว่าร้านแรกที่เราซื้อเสียอีก ภาพนี่โดนใจมากอาร์ทสุดๆ บลกับบอสอยากได้มาก แต่ด้วยเราต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเราจึงต้องปฏิเสธไป แต่บอสเกือบจะซื้อละแต่ยังพอมีดวงเลยไม่ได้เสียเงิน ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกรอบหลังบลจะเข้าไปซื้อที่นั่นแหละ ก็ถือว่าโอเคได้มาชมภาพสวยๆแต่ก็น่ะแอบรู้สีกแย่ที่โดนเค้าหลอก จากนั้นเราเดินไปนิดนึงก็เข้าเขตตลาดมาริโอโบโรแล้ว จากตรงนี้เราเริ่มหิวเลยเข้าไปด้านในห้างเพื่อหาอะไรทาน เราเข้าร้านแม็คเพราะประหยัดสุดละ แต่เม็คไม่ค่อยอร่อยเลยนะ เมื่ออิ่มเราจึงออกมาแล้วเดินเล่นและถ่ายภาพตามถนน ซึ่งที่นี่เค้าหัวมีศิลป์มากนะ สร้างศิลปะต่างๆจากเศษขยะกลายเป็นไอเดียหุ่นในแบบต่างๆมาตั้งโชว์ตามท้องถนน ถึงจะมีไม่มากเท่าไหร่แต่มันคือไอเดียสร้างสรรค์ที่ดีมาก เมื่ออิ่มจากถ่ายรูปเราแวะข้ามไปเดินอีกฝั่งแล้วก็เจอของขายมากมายซึ่งราคาถูกมากในสินค้าบางชนิด และเราก็แวะเข้าร้านใหญ่ร้านหนึ่งซึ่งเราเห็นคนเดินออกมาเยอะเลยลองแวะเข้าไปดู กลายเป็นเหมือนร้านขายของฝากใหญ่ประจำย่านนี้ สินค้ามีทุกอย่างให้เลือกสรร แถมผ้าสาโรงบาติกนี่ราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับร้านลูกชายของไกด์ที่พาเราเข้าไป คือถูกครึ่งต่อครึ่งอเลยทีเดียว แถวผ้าก็สวยกว่ามีให้เลือกมากว่า บลเดินสำรวจอยู่เป็นชั่วโมงหลงกับบอสสองสามครั้งได้ อยากได้ทุกอย่างจริงๆเอาไปเป็นของฝากแต่ก็ต้องอดใจ อดใจ ท่องมันไว้ตลอดทางเลยจริงๆ สุดท้ายเราสองคนก็ได้คนละอย่างสองอย่างราคาถูกๆที่สามารถพกใส่กระเป๋าได้ เราเดินชมจนอิ่มละตัดสินใจว่าไม่อยากชอปอีกละเพราะของทุกอย่างมันล่อตาล่อใจจริงๆ เลยต้องรีบเดินหนีออกมา และก็ตัดสินใจนั่งรถเมย์กลับห้องและเดินไปหาอาหารเย็นทานกัน

image


Kommentar verfassen

Trage deine Daten unten ein oder klicke ein Icon um dich einzuloggen:

WordPress.com-Logo

Du kommentierst mit Deinem WordPress.com-Konto. Abmelden /  Ändern )

Google+ Foto

Du kommentierst mit Deinem Google+-Konto. Abmelden /  Ändern )

Twitter-Bild

Du kommentierst mit Deinem Twitter-Konto. Abmelden /  Ändern )

Facebook-Foto

Du kommentierst mit Deinem Facebook-Konto. Abmelden /  Ändern )

w

Verbinde mit %s